LINE@: @UHMGROUP
E-mail: INFO@UHM.CO.TH
วันจันทร์ - วันศุกร์ 08:00 - 17.00 น.
Follow us:
วิธีเลือกท่อ PE ให้คุ้มค่า! ราคาท่อขึ้นอยู่กับสเปกและปัจจัยใดบ้าง?

ราคาท่อ PE ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดบ้าง? ขนาด ความหนา และมาตรฐานมีผลหรือไม่

    ในการเลือกซื้อ ท่อ HDPE สำหรับระบบน้ำประปาหรือการเกษตร สิ่งที่ผู้ใช้งานและผู้รับเหมาให้ความสำคัญมากที่สุดคือ "ราคา" แม้ท่อ HDPE จะดูภายนอกคล้ายกัน แต่ราคากลับมีความแตกต่างกันตามปัจจัยทางวิศวกรรมและมาตรฐานคุณภาพ ดังนี้ :
    1.     1. ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง (Nominal Size) ขนาดของท่อ (OD) คือปัจจัยหลักที่กำหนดราคา ยิ่งท่อมีขนาดใหญ่ขึ้น ปริมาณวัตถุดิบเม็ดพลาสติกที่ใช้ในการผลิตก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ท่อ HDPE ตรา PBP มีขนาดตั้งแต่ 20 มม. ไปจนถึงขนาดใหญ่สำหรับงานเมนประปา ซึ่งราคาจะแปรผันตามขนาดของท่อ
    2.     2. ความหนาของผนังท่อและชั้นคุณภาพ (SDR & PN) ความหนาของผนังท่อไม่ได้มีไว้เพื่อความแข็งแรงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นตัวกำหนด ระดับการทนแรงดัน (Pressure Nominal - PN)
      1.    - SDR (Standard Dimension Ratio): ยิ่งค่า SDR น้อย ผนังท่อจะยิ่งหนาและทนแรงดันได้สูงขึ้น
      2.    - PN (Pressure Rating): ท่อที่ทนแรงดันสูง (เช่น PN10, PN12.5, PN16) จะมีราคาสูงกว่าท่อที่ทนแรงดันต่ำ เนื่องจากต้องใช้ปริมาณเนื้อพลาสติกที่หนาแน่นกว่าเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน
    3.     3. มาตรฐานการผลิตและการรับรอง (Standards & Certifications) ท่อที่มีมาตรฐาน มอก. 982-2556 หรือมาตรฐานสากลรองรับ จะมีราคาสะท้อนถึงคุณภาพที่ผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวด
    4.     4. มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ปัจจุบัน ปัจจัยเรื่อง Carbon Footprint และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้มาตรฐาน ISO 14001 เริ่มมีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ในโครงการชั้นนำ แม้เทคโนโลยีการผลิตสีเขียวอาจมีต้นทุน แต่แลกมาด้วยความเชื่อถือและการยอมรับในระดับสากล ซึ่งเป็นสิ่งที่ UHM ให้ความสำคัญ


ท่อ PE คืออะไร และทำไมจึงได้รับความนิยมในงานระบบน้ำ

    ท่อ PE (Polyethylene) หรือที่นิยมเรียกว่า ท่อ HDPE (High Density Polyethylene) คือท่อพลาสติกที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความคงทนและยืดหยุ่นในตัว
    ท่อ HDPE นี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในงานระบบน้ำประปา ทั้งงานประปาเทศบาล งานเกษตร ไปจนถึงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เป็นเพราะความสะดวกในการติดตั้งที่สามารถเลือกได้ทั้งแบบเป็นท่อนยาว (6 เมตร) หรือแบบม้วน (50-100 เมตร) ทำให้ช่วยลดจำนวนข้อต่อและโอกาสในการรั่วซึมได้ดีกว่าท่อชนิดอื่น

ท่อ PE มีคุณสมบัติเด่นอย่างไร

    1.     - ความยืดหยุ่นสูง ทนทานต่อแรงกระแทก : เนื้อพลาสติกมีความเหนียวเป็นพิเศษ สามารถดัดโค้งได้ตามสภาพหน้างานโดยไม่ต้องใช้ข้อต่อจำนวนมาก และทนต่อแรงกระแทกจากภายนอกได้ดี
    2.     - น้ำหนักเบา : เมื่อเทียบกับท่อเหล็กอาบสังกะสี ท่อ HDPE มีน้ำหนักเบากว่าถึง 5 เท่า ช่วยให้ประหยัดค่าขนส่งและแรงงานในการติดตั้ง
    3.     - ผิวภายในเรียบลื่น : ผิวในท่อที่มีความมันวาวช่วยลดแรงเสียดทาน ทำให้ของเหลวไหลผ่านได้สะดวกและมีประสิทธิภาพ
    4.     - ทนทานต่อสารเคมี : ไม่เป็นสนิมและทนต่อสภาพกรด-ด่างได้ดี ทำให้มีอายุการใช้งานยาวนาน
    5.     - ปลอดภัยไร้สารพิษ : ผลิตจากวัสดุที่ไม่มีสารเจือปนที่เป็นอันตราย เหมาะสำหรับการส่งน้ำดื่มเพื่อการอุปโภคบริโภค

ท่อ PE นิยมใช้กับงานประเภทใดบ้าง

    ด้วยคุณสมบัติที่หลากหลาย ท่อ PE ตรา PBP จึงสามารถตอบโจทย์งานได้ครอบคลุม :
    1.     • งานประปาและน้ำดื่ม : ใช้เป็นท่อเมนหลัก หรือท่อแยกในอาคาร
    2.     • งานเกษตรกรรม : ใช้ในระบบรดน้ำต้นไม้ สนามกอล์ฟ และฟาร์มเลี้ยงสัตว์
    3.     • งานอุตสาหกรรม : สำหรับส่งสารเคมีหรือของเหลวในกระบวนการผลิตอาหาร
    4.     • งานระบายน้ำ : ใช้เป็นท่อระบายน้ำทิ้งภายนอกอาคาร


ราคาท่อ PE ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดบ้าง


1. ปัจจัยด้านคุณลักษณะของท่อ

    1.     • ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง (Size/OD): ท่อที่มีขนาดใหญ่ย่อมใช้เม็ดพลาสติกมากกว่าท่อขนาดเล็ก ทำให้ราคาสูงขึ้นตามขนาด
    2.     • ความหนาและชั้นความดัน (PN/SDR): ค่า PN (Pressure Nominal) คือระดับแรงดันที่ท่อรับได้ ยิ่งค่า PN สูง ท่อจะยิ่งหนาและมีราคาสูงขึ้น เช่น ท่อ PN10 จะมีราคาสูงกว่า PN6 ในขนาดที่เท่ากัน
    3.     • เกรดของเม็ดพลาสติกที่ใช้ผลิตท่อ HDPE มีผลโดยตรงต่อ ความแข็งแรง การรับแรงดัน และความคุ้มค่าในการใช้งาน ท่อ HDPE ตรา PBP จึงมีให้เลือก 2 เกรดหลัก เพื่อให้เหมาะกับลักษณะงานที่แตกต่างกัน
      1.     • เกรด PE100 เม็ดพลาสติกเกรด PE100 เป็นวัสดุคุณภาพสูงที่มีความหนาแน่นมาก ทำให้ท่อมีความแข็งแรงและทนแรงดันได้ดี เหมาะกับงานที่ต้องการแรงดันสูง หรือเน้นประสิทธิภาพการไหลของน้ำ
      2.     • เกรด PE80 ทนแรงกดทับได้ดี มีความยืดหยุ่นตัวสูง เหมาะกับงานที่ต้องรับแรงจากภายนอก

2. มาตรฐานและการรับรอง

    มาตรฐานการผลิต คือสิ่งที่บอกได้ชัดเจนว่า ท่อมีความปลอดภัยและทนทานแค่ไหนในระยะยาว แม้ท่อ HDPE ที่ได้มาตรฐานสากลอาจมีราคาสูงกว่าทั่วไปเล็กน้อย แต่ถือเป็นการลงทุนที่ช่วย ลดปัญหารั่วซึม ลดค่าซ่อม และใช้งานได้ยาวนานกว่า
    1.     • ท่อ HDPE ตรา PBP ผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) มอก. 982-2556 ที่มีความปลอดภัยต่อการอุปโภคบริโภค ไร้สารปนเปื้อนโลหะหนัก การเลือกท่อที่มี มอก. จึงเป็นการช่วยลดปัญหาการรั่วซึมและการซ่อมบำรุงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
    2.     • แบรนด์ PBP โดย UHM Group: ความเชื่อมั่นจากประสบการณ์กว่า 50 ปี การเลือกแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือสูงอย่าง ตรา PBP จึงเป็นการเลือกความสบายใจว่าคุณจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพสม่ำเสมอทุกล็อตการสั่งซื้อ
    3.     • มาตรฐานระดับโลกเพื่อสิ่งแวดล้อม นอกจากมาตรฐานการใช้งานทั่วไป ท่อ HDPE ของเรายังได้รับการรับรอง Carbon Footprint of Products และมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ซึ่งเป็นตัวการันตีว่าทุกกระบวนการผลิตของเรามุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและประหยัดพลังงาน เหมาะสำหรับโครงการที่ต้องการยกระดับสู่มาตรฐานอาคารเขียวและรักษ์โลกอย่างแท้จริง


วิธีเลือกท่อ PE ให้เหมาะกับงบและการใช้งานจริง


เลือกจากขนาดให้ตรงกับระบบน้ำ

    ควรเลือกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอก (OD) ให้สอดคล้องกับปริมาณการไหลของน้ำ (Flow Rate) ที่ต้องการจริง การเลือกขนาดที่ถูกต้องไม่เพียงแต่ช่วยให้แรงดันน้ำสม่ำเสมอ แต่ยังช่วยลดต้นทุนค่าท่อและข้อต่อที่อาจสูงเกินความจำเป็นหากเลือกขนาดที่ใหญ่เกินไป

เลือกจากความหนาให้เหมาะกับแรงดัน

    พิจารณาชั้นความดัน หรือค่า PN (Pressure Nominal) ให้เหมาะสมกับแรงดันปั๊มน้ำและลักษณะการใช้งาน หากเป็นงานระบายน้ำทั่วไปอาจเลือก PN ต่ำเพื่อประหยัดต้นทุน แต่หากเป็นท่อเมนหลักที่ต้องรับแรงดันสูง ควรเลือกค่า PN ที่ครอบคลุมเพื่อป้องกันความเสียหายในระยะยาว

เลือกจากมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยและความคุ้มค่าในระยะยาว

    การเลือกท่อที่ระบุมาตรฐาน มอก. 982-2556 (สำหรับท่อน้ำดื่ม) หรือมาตรฐานเฉพาะทางอื่นๆ เป็นตัวยืนยันว่าท่อผลิตจากเม็ดพลาสติกคุณภาพสูง มีความแข็งแรงทนทานตามที่สเปกระบุไว้จริง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า 50 ปี


ซื้อท่อ PE อย่างไรให้คุ้ม ไม่จ่ายแพงเกินความจำเป็น


เปรียบเทียบสเปกก่อนดูราคาเสมอ

    ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าท่อที่กำลังเปรียบเทียบนั้นมีสเปกที่เท่ากัน ทั้งในเรื่องของ ขนาด (OD), ชั้นความดัน (PN) และ เกรดเม็ดพลาสติก (PE80 หรือ PE100)

อย่าเลือกจากราคาถูกเพียงอย่างเดียว

    ท่อที่มีราคาถูกจนเกินไป อาจผลิตจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล หรือไม่ได้มาตรฐานตามที่กล่าวอ้าง ซึ่งเสี่ยงต่อการแตกหัก รั่วซึม หรือมีสารปนเปื้อนในกรณีที่ใช้เป็นท่อน้ำดื่ม การเลือกท่อที่ได้มาตรฐานแม้จะมีราคาสูงกว่าเล็กน้อย แต่คือการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับค่าซ่อมบำรุงที่อาจเกิดขึ้น

ควรซื้อจากผู้จำหน่ายที่ให้ข้อมูลชัดเจนและตรวจสอบได้

    เลือกซื้อจากผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น ท่อ HDPE ตรา PBP ซึ่งสามารถให้ข้อมูลทางเทคนิคที่ชัดเจน มีใบรับรองผลิตภัณฑ์ (Certificate) และมีการบริการหลังการขายที่ตรวจสอบได้ สิ่งเหล่านี้คือส่วนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเลือกสินค้าผิดสเปก


ราคาท่อ PE ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสเปกที่เหมาะกับงาน

    การพิจารณาราคาท่อ PE คือ สเปกที่ถูกต้องคือความคุ้มค่าที่แท้จริง การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างขนาด ความหนา และมาตรฐานการผลิต จะช่วยให้สามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะท่อที่มีราคาสมเหตุสมผลและเหมาะสมกับประเภทงาน จะช่วยให้ระบบน้ำทำงานได้อย่างราบรื่น ปลอดภัย และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการซ่อมบำรุงซ้ำซ้อน


เลือกใช้ ท่อ HDPE ตรา PBP มาตรฐาน มอก.มั่นใจเรื่องความแข็งแรง ทนแรงดัน และปลอดภัยต่อการใช้งานระยะยาว ติดต่อทีมงานเพื่อขอใบเสนอราคาได้ทันที






บริษัท ยูเอชเอ็ม จำกัด สำนักงานใหญ่
185/3 ถ. ราชดำริ
แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับสินค้า และบริการ

โทร. 02-251-8300
มือถือ.065-529-6625
LINE@ : @UHMGROUP
อีเมล : info@uhm.co.th

บทความถัดไป
วิธีเลือกใช้งานข้อต่อท่อ PE ให้เหมาะกับหน้างาน ลดปัญหารั่วซึม
บทความก่อนหน้า
บอกลาเสียงน้ำไหลรบกวน! ทำไมท่อ PP ถึงเป็นตัวเลือกอันดับ 1 สำหรับอาคารยุคใหม่ (Green Building)